หลักการและเหตุผล

ความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ประเทศไทยมีทรัพยากรสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง การใช้ประโยชน์ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพอย่างประสิทธิภาพและยั่งยืน ยังคงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐานทั้งที่เป็นความรู้สมัยใหม่และความรู้จากภูมิปัญญาที่จะนำมาผสมผสานเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน ซึ่งจะส่งเสริมการพัฒนาของประเทศไทยในระยะยาวตามแนวทาง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)” ในทุกมิติ ปัจจัยในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้อย่างยั่งยืนคือ “กำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงของการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมและพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรและองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างบูรณาการ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาผสมผสานร่วมกันสมัชชาภาคีคือ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ในการประชุมสมัยที่ 10 (COP 10) เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 ณ เมือง นาโงยา ประเทศญี่ปุ่น ได้มีมติรับรอง “พิธีสารนาโงยา ว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมกันและยุติธรรม” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศในการกำกับดูแล ให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมกันและยุติธรรม รวมถึงการเข้าถึงและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม โดยจะใช้ในการดำเนินการกำหนดให้แต่ละประเทศมีอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในอาณาเขตของตน และสร้างเงื่อนไขเอื้ออำนวยในการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรม รวมทั้งดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ ที่ให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมกันและยุติธรรม เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้นั้นประเทศที่พัฒนาแล้วทางตะวันตก และญี่ปุ่น มีการพัฒนามาเป็นระยะเวลายาวนาน มีบทบาทต่อการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน มีการเข้ามาสำรวจ เก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิต และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในยุคล่าอาณานิคม และในช่วงสงครามโลก โดยมีการพัฒนาใช้ประโยชน์ เพิ่มมูลค่าทรัพยากรและภูมิปัญญาของคนไทยในหลากหลายรูปแบบ และนำส่งกลับมาขายในประเทศไทยในราคาสูง สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันและการกระตุ้นให้อาจารย์และนักวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศ เข้าร่วมมือ ถ่ายทอดความรู้ บูรณาการความรู้ “เพื่อเปลี่ยน (Change)” ในทุกมิติ เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อคนไทยทุกคน

ความเป็นมาและความสำคัญการประชุมวิชาการอนุกรมวิธานและซิสเทมาติคส์ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีหลักฐานการสำรวจทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพมานานกว่า 200 ปี โดยชาวตะวันตก ในระยะต่อมาคนไทยตื่นตัวมากขึ้น มีความสนใจศึกษาวิจัยทรัพยากรชีวภาพในหลายกลุ่มสิ่งมีชีวิตอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับของคนในชาติและนานาชาติ อย่างไรก็ตามศาสตร์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการวิจัยพื้นฐานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะของกำลังคนในแต่ละกลุ่มสิ่งมีชีวิต โดยผลลัพธ์เป็นองค์ความรู้และเทคโนโลยีพื้นฐานที่สำคัญต่อการประยุกต์ใช้และสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อไป ดังนั้น การพัฒนาความเชี่ยวชาญของบุคลากรด้านอนุกรมวิธานและซีสเทมาติค์จึงต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันปัญหาการได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่าง ๆ ในการพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐานด้านนี้ลดลงมากตามแนวนโยบายของภาครัฐบาลที่เน้นผลลัพธ์ การใช้ประโยชน์ และผลกระทบสูงจากงานวิจัย จึงเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวกันของนักอนุกรมวิธานและนักวิจัยชาวไทยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวิชาการในการนำความรู้จากผลการวิจัยและภูมิปัญญา มาสร้างเป็นองค์ความรู้ที่มีการร้อยเรียงเชื่อมโยงจนเกิดมูลค่าเพิ่ม สร้างประโยชน์ให้คนไทยและภูมิภาค เนื่องจากภาวะคุกคามของการมีนักวิจัยชาวต่างชาติที่ยังคงเข้ามาศึกษาค้นหาทรัพยากรชีวภาพ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยและกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้ความคุ้มครองที่ได้เปรียบกว่าประเทศเจ้าของทรัพยากรซึ่งมีความพร้อมน้อยกว่า แต่มีทรัพยากรและภูมิปัญญาที่ไม่สามารถรักษาสิทธิ์ไว้ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น "การสนับสนุนให้มีการสำรวจค้นหาสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย เพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องระดมนักอนุกรมวิธานจากทั่วประเทศ เพื่อจัดการเรื่องฐานข้อมูลทรัพยากรทางชีวภาพที่มีความถูกต้องเชิงวิชาการ"

ด้วยศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ภายใต้สังกัดสำนักงานโครงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สบว.) กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กปว.) และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) โดยมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแกนนำร่วมกับมหาวิทยาลัยเครือข่าย หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาคณะนักวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้ร่วมกันก่อตั้ง และทำกิจกรรมการประชุมวิชาการประจำปีระดับชาติในหัวข้อ ""การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ: อนุกรมวิธานและซิสเทมาติคส์ในประเทศไทย Taxonomy and Systematics in Thailand (TST)" เป็นการประชุมวิชาการระดับชาติที่ขับเคลื่อนกิจกรรมวิชาการร่วมกันมา เป็นเวลาถึง 13 ปี โดยมีการให้ลำดับความสำคัญของการวิจัย การจัดประชุม หารือทางวิชาการ นำเสนอผลงานวิชาการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ได้ค้นพบ การหาแนวทางร่วมมือกันทำวิจัยอย่างเป็นเอกภาพระหว่างสถาบันต่าง ๆ ภายในประเทศเพื่อการตั้งรับและรุกอย่างเป็นรูปธรรม ในการจัดประชุมทางวิชาการ “อนุกรมวิธานและซิสเทมาติคส์ในประเทศไทย” ซึ่งริเริ่มโดยคนไทย มีการจัดประชุมมาแล้วถึง 13 ครั้ง นับเป็นการพัฒนาที่สำคัญและมีผลตอบรับในทิศทางที่ดี มีจำนวนสมาชิกเข้าร่วมประชุมแล้วกว่า 200 คน ในหลากหลายกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ทำการศึกษา อีกทั้งยังเป็นเวทีให้นักอนุกรมวิธานสาขาต่าง ๆ รวมทั้งนิสิตนักศึกษาได้มาแสดงความสามารถ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้เยาวชนของชาติได้เห็นถึงความสำคัญของการสำรวจ ค้นหา จดบันทึก วิเคราะห์ และนำเสนอผลงานอย่างมืออาชีพมากขึ้น มีนักวิจัยดำเนินการวิจัยและผลิตผลงานวิจัยหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ การประชุมอนุกรมวิธานและซิสเทมาติคส์ในประเทศไทย สะท้อนถึงการเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้การวิจัยเชิงบูรณาการข้ามศาสตร์อย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อ เป็นการสนับสนุนให้กิจกรรมนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีการนำเสนอเผยแพร่ผลงานวิจัยทางการอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพ: อนุกรมวิธานและซิสเทมาติคส์ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่าง ๆ สู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็นระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นิสิต นักศึกษา และบุคคลผู้สนใจทั่วไป ก่อเกิด ภาคีเครือข่ายงานวิจัยทางด้านอนุกรมวิธานและซิสเทมาติคส์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จึงมีการเวียนกันเป็น เจ้าภาพทุกปี โดยมีคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายหรือที่ได้รับเชิญเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับศูนย์ ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

"การใช้ประโยชน์งานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ บริการของระบบนิเวศ และการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน"

Presents

การแบ่งกลุ่มการนำเสนอผลงาน

  • กลุ่มสัตววิทยา
  • กลุ่มพฤกษศาสตร์
  • กลุ่มจุลชีววิทยา
  • กลุ่มการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพเชิงพื้นที่
  • กลุ่มการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และสารสนเทศเพื่อศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ
about

อัตราค่าลงทะเบียนและกำหนดการลงทะเบียน

ลงทะเบียนล่วงหน้า (Early Bird) ลงทะเบียนปกติ (Regular) ไม่มีการลงทะเบียนหน้างานประชุม

กิจกรรม วันที่ อัตราค่าลงทะเบียน
ลงทะเบียนล่วงหน้า (Early Bird)
ชำระค่าลงทะเบียน
25 ธันวาคม 2568 - 15 กุมภาพันธ์ 2569 นิสิต นักศึกษา นักเรียน 1,500 บาท
อาจารย์ นักวิจัย บุคคลทั่วไป 2,000 บาท
ลงทะเบียนปกติ (Regular)
ชำระค่าลงทะเบียน
16 กุมภาพันธ์ - 25 มีนาคม 2569 นิสิต นักศึกษา นักเรียน 1,800 บาท
อาจารย์ นักวิจัย บุคคลทั่วไป 2,500 บาท
ส่งบทคัดย่อ 25 ธันวาคม 2568 - 25 มีนาคม 2569
แจ้งผลการพิจารณาบทคัดย่อและข้อแก้ไข 20 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2569
วันสุดท้ายในการส่งบทคัดย่อฉบับแก้ไข 10 เมษายน 2569
ประกาศผลหลังพิจารณาบทคัดย่อฉบับแก้ไข 15 เมษายน 2569
งานประชุมวิชาการ TST14 6 - 8 พฤษภาคม 2569 หมายเหตุ: ไม่มีการลงทะเบียนหน้างานประชุม

ผู้สนับสนุน

Back To Top